คริสเตียน อีริคเซ่น : ชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ เพื่อจุดมุ่งหมายของตัวเอง

คริสเตียน อีริคเซ่น เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1992 มีเมืองมิดเดลฟาร์ท ประเทศเดนมาร์ก อีริคเซ่น อยู่ในครอบครัวนักฟุตบอล พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอล และที่มีส่วนช่วยให้เขากลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตอนนี้ โดยในตอนที่ อีริคเซ่น ยังมีอายุแค่ 3 ขวบ พ่อของเขาก็สอนให้เล่นฟุตบอล จนทำให้ อีริคเซ่น เริ่มรักในฟุตบอล

และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1995 เขาก็ได้เข้าไปร่วมทีมเยาวชนของสโมสรมิดเดลฟาร์ท อีริคเซ่นได้เริ่มพัฒนาทักษะและฝีเท้าของเขา จนทำให้เขามีพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนทุกคนมองว่าเขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างมาก จนในที่สุดในปี 2005 เขาก็ได้รับการติดต่อจาก สโมสรโอเดนเซ่ สโมสรฟุตบอลอาชีพในเดนมาร์ก ให้เข้าไปร่วมทีม และเมื่อเขามาอยู่กับ โอเดนเซ่ ก็ทำให้ อีริคเซ่น ได้ก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอย่างจริงจัง เขาได้ลงสนามในทีมชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี และก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และในปี 2007  อีริคเซ่น ก็สามารถเข้าไปมีชื่อติดอยู่ในทีมชาติเดนมาร์กชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ได้สำเร็จ ด้วยผลงานและความสามารถของเขาที่ให้ อีริคเซ่น กลายเป็นที่สนใจของทีมฟุตบอลจากทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เชลซี บาร์เซโลน่า  รวมถึง เอซี มิลาน

หลังจากนั้น พ่อของอีริคเซ่น ก็ได้พาลูกชายของเขาไปทดสอบฝีเท้ากับทีมดังอย่าง บาร์เซโลน่า ทันที แต่เมื่อถึงเวลาในการทดสอบฝีเท้า เขากลับไม่สามารถที่จะโชว์ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่ ทำให้เขาต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง อีริคเซ่น รู้สึกผิดหวังกับทางทดสอบฝีเท้าในครั้งนี้มาก แต่ก็มีพ่อของเขาที่คอยให้กำลังใจและก็พยายามเสาะหาแนวทางให้อีริคเซ่นประสบความสำเร็จในเส้นทางลูกหนังนี้ให้ได้

และอีริคเซ่น ก็ได้เดินทางไปทดสอบฝีเท้าอีกครั้ง ครั้งนี้ ไปยังสโมสรเชลซี สโมสรดังแห่งอังกฤษ และครั้งนี้เขาก็พบกับความผิดหวังเหมือนเดิม เชลซี ปฏิเสธเขาเนื่องจากเหตุผลที่ว่า เขามีรูปร่างที่บอบบางเกินไป อีริคเซ่น ถูกเชลซี ปฏิเสธถึง 2 ครั้ง และเมื่อมีการติดต่อมาเป็นครั้งที่ 3 พ่อของเขาจึงไม่พาอีริคเซ่นไปอีก

อีริคเซ่น ในตอนนั้นเขาได้ตระเวนทดสอบฝีเท้ากับสโมสรดังทั่วยุโรปอยู่หลายสโมสร ซึ่งมีทั้งผ่านและไม่ผ่าน และมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด ที่เขาสอบผ่านและสามารถย้ายไปร่วมทีมได้ แต่สุดท้ายแล้ว ในปี 2010  อีริคเซ่น เลือกที่จะไปอยู่กับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรในเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากสโมสรมองเห็นความสามารถของอีริคเซ่นโดยมองข้ามเรื่องรูปร่างอันบอบบางของเขาไป ซึ่งสำหรับอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม แล้ว เป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อในเรื่องการให้โอกาสนักเตะเยาวชนอยู่แล้ว ซึ่งการย้ายทีมของเขาในครั้งนี้ อีริคเซ่นได้ค่าตัว 1 ล้านปอนด์ และทำให้ มิดเดลฟาร์ท ได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวน 35,000 ปอนด์ ซึ่งหลังจาก มิดเดลฟาร์ท ก็ได้นำเงินที่ได้ดังกล่าวไปสร้างสนามฟุตบอลเป็นของตัวเอง และที่ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ทำให้อีริคเซ่น ซึ่งเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ได้รับการฝึกฝนและสามารถพัฒนาฝีเท้าจนมีความแข็งแกร่ง  และในปีนั้น อีริคเซ่น ก็ได้ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้อีกด้วย

หลังจากนั้น อีริคเซ่น ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปี ก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น ต่อมาอีริคเซ่นก็กลายเป็นกองกลางคนสำคัญของ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม เขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของแนวรุกที่คอยช่วยปั้นเกมในกองหน้าสามารถทำประตูได้อย่างง่ายดาย และต่อมา เมื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ได้ย้ายออกจากทีมไป ทำให้ อีริคเซ่น มีความโดดเด่นมากขึ้น เขาลงสนามด้วยเสื้อหมายเลข 10 คอยคุมเกมรุกช่วยทีม คว้าแชมป์ เอเรดิวิชี่ ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ ในปี 2011 หลังจากที่พลาดการคว้าแชมป์มานานถึง 7 ปี  อีริคเซ่น เล่นให้กับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม อยู่จนถึง ปี 2013 เขาลงสนามไปทั้งหมด 113 นัด ทำไป 25 ประตู

เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม แล้ว อีริคเซ่น ก็เลือกที่จะเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกครั้ง ด้วยการย้ายไปร่วมทีมท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมในประเทศอังกฤษ เขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษ และก็ยังสามารถสร้างฝนงานได้อย่างยอดเยี่ม มาถึงในยุคของกุนซือเมาริซิโอ โปเซ็ตติโน่ อีริคเซ่นพัฒนาถึงขั้นสุดยอด เขากลายเป็นผู้เล่นกองกลางแนวรุกที่มีความครบเครื่องในทุกด้าน มีความคงเส้นคงวา  มีความแม่นยำในการจ่ายบอล และมีจุดเด่นในการยิงฟรีคลิกหาตัวจับยาก ซึ่งทำให้ อีริคเซ่นกลายมาเป็น นักเตะซูเปอร์สตาร์ในทันที

ในปี 2019 อีริคเซ่น ช่วยพาทีมเข้าถึงรองชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนที่จะแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล เขาค้าแข้งอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในช่วง 2013-2020 ก่อนที่จะย้ายไปยัง อินเตอร์ มิลาน ในปี 2020 แต่การค้าแข้งกับต้นสังกัดใหม่ในครั้งนี้ อีริคเซ่น ต้องพบกับความยากลำบาก เมื่อรูปแบบการเล่นของ อันโตนิโอ คอนเต้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ 3-5-2 ซึ่งจะไม่มีตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ที่เขาถนัด ทำให้อีริคเซ่นต้องกลายเป็นตัวสำรองเนื่องจากในตอนนั้นเขาไม่สามารถปรับสไตล์การเล่นของตัวเองได้ แต่ภายหลังจากนั้น อีริคเซ่น ก็เริ่มเข้าใจว่าเขาต้องทำหน้าที่ของเขาแบบไหน เขาปรับตัวเองให้เข้ากับระบบของ คอนเต้ ได้ในที่สุด จนในที่สุดเขาก็กลายมาเป็นนักเตะที่มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ในรอบ 10 ปีของอินเตอร์ มิลาน

และหลังจากนั้น อีริคเซ่น จะต้องเดินทางไปร่วมกับทีมชาติเดินมาร์ก เพื่อไปแข่งขันในศึกยูโร 2020 ที่จะต้องพบกับทีมชาติฟินแลนด์ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2021 ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ อีริคเซ่น ล้มลงด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น สร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคนภายในสนามเป็นอย่างมาก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาต้องเข้ารับการรักษาตัวและต้องพักยาวอยู่ถึง 6 เดือน และทำให้เขาต้องยกเลิกสัญญากับทาง อินเตอร์ มิลาน เนื่องจากเขาไม่สามารถเล่นให้กับต้นสังกัดต่อไปเนื่องจากมีกฎห้ามไม่ให้นักกีฬาที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจลงสนาม

ในเดือนมกราคม 2022 อีริคเซ่น กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ด้วยการร่วมทีมกับ เบรนท์ฟอร์ด ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีก เขาพยายามฝึกซ้อมแล้วฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด และแล้ว อีริคเซ่น ก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญภายในทีมเบรนท์ฟอร์ดได้สำเร็จ เขามีส่วนช่วยให้เบรนท์ฟอร์ด กลายเป็นทีมที่มีความอันตรายและฟอร์มดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด