globosvientozero.com

จอห์น เทอร์รี่ : อดีตกัปตันเชลซีผู้ยิ่งใหญ่

จอห์น เทอร์รี่ อดีตกองหลังกัปตันทีมเชลซี มีชื่อเต็มว่า จอห์น จอร์จ เทร์รี่ เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1980 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยในวัยเด็กของเขาเติบโตมาด้วยวัฒนธรรมในด้านลูกหนังตามแบบฉบับของเด็กชาวอังกฤษโดยแท้ และเขามีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่ในดวงใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเขา โดยในวัยเด็ก เทอร์รี่เรียนรู้สไตล์การเล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วนำมาปรับใช้กับสไตล์การเล่นของตัวเอง

จุดเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลของเขาเกิดขึ้นที่ เซนรัป ทีมฟุตบอลในท้องถิ่นที่เล่นอยู่ในซันเดย์ ลีก โดยเขาเริ่มเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์มาก่อน

ในปี 1991 เมื่อเขามีอายุ 11 ขวบ เขาก็ได้รับการทาบทามให้เขาเข้าij;,ทีมเยาวชนของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เทอร์รี่ในตอนนั้น มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก เขาเป็นเด็กที่มีภาวการณ์เป็นผู้นำสูง เขาทำการฝึกฝนทักษะและพัฒนาฝีเท้าของเขาตัวเองจนเหนือกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และเทอร์รี่ ก็กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ไม่รับความสนใจจากทีมฟุตบอลทั่วยุโรปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนใจเขาและทาบทามเขาเพื่อเข้าร่วมฝึกซ้อมกับทีมในช่วงปิดเทอม และเขาก็ตอบรับคำเชิญนั้นในทันที เขาทำการฝึกซ้อมกับอคาเดมี่อยู่ราว 2 สัปดาห์ ซึ่งในตอนนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความต้องการตัวเขาเข้าร่วมทีมเป็นอย่างมาก และก็ยังมีเชลซี ที่ยื่นข้อเสนอมาให้กับ เทอร์รี่ เขามาในเวลานั้นด้วย และเพียงครั้งแรกที่เขาได้ไปทดสอบฝีเท้าที่เชลซี ก็ทำให้ เทอร์รี่ รู้สึกหลงรักสโมสรแห่งนี้เข้าอย่างจัง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของครอบครัว แต่เขาก็ตัดสินใจร่วมทีมกับเชลซี

ในปี 1995 เทอร์รี่ในวัย 15 ปี ตกลงเซ็นสัญญาร่วมทีมเยาวชนกับเชลซี และการเข้าร่วมทีมของเขาเพียงไม่นาน เทอร์รี่ก็มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการเล่น เนื่องจากในเวลานั้นทีมเยาวชนของเชลซีขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังเป็นอย่างมาก และนั่นเองที่ทำให้ เทอร์รี่ ค้นพบตำแหน่งที่เหมาะสมกับเขา และก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นสุดยอดกองหลังของเขามาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1998 เทอร์รี่ ก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของเชลซีในวัย 17 ปี และเขาก็ได้ทำการฝึกซ้อมกับรุ่นพี่ในทีมชุดใหญ่ ในเดือนตุลาคม 1998 เขาลงสนามเป็นครั้งแรกในเกมที่พบกับแอสตัน วิลลา โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง แต่ด้วยในเวลานั้นเชลซี มีกองหลังระดับทีมชาติอยู่แล้ว ทำให้เป็นการยากสำหรับนักเตะดาวรุ่งของเขาที่จะสอดแทรกหาโอกาสในการลงสนามได้

ในปี 1999 เขาถูกย้ายไปร่วมทีมกับนอตติง แฮมฟอเรสต์ เพื่อให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการลงสนาม และเขาก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขากลายเป็นคนสำคัญของทีมไปในทันที ถึงแม้ว่าเป็นเวลาเพียงสั้นๆในการไปร่วมทีม แต่เทอร์รี่ ก็ได้รับคำชื่นชมจากแฟนบอลเป็นอย่างมาก

หลังจากหมดสัญญายืมตัว ในปี 2000 เทอร์รี่ กลับมาเล่นให้กับเชลซีอีกครั้ง แต่เขาก็ยังต้องเล่นกับทีมสำรอง แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม เทอร์รี่ก็ได้รับโอกาสในการลงสนามที่มากขึ้น และทำให้เขาพัฒนาฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม

ในฤดูกาล 2001-2002 เทอร์รี่ เริ่มได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในบางนัด เขาเป็นส่วนสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบชิงเอฟเอ คัพ

ในปี 2004 เขาถูกเรียกให้ไปเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ในชุดลุยศึกยูโร 2004 ซึ่งเป็นการเล่นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกของเขา ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่เทอร์รี่ก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับทีมชาติอังกฤษ

ในปี 2005 เชลซี เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลังจาก โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเป็นเจ้าของใหม่ของเชลซี และเป็นปีที่เชลซีดึงตัวนักเตะระดับโลกเข้าร่วมอย่างหนาแน่น และในฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกของเทอร์รี่ ที่รับหน้าที่กัปตันทีมอย่างเต็มตัว ในฤดูกาลต้นฤดูกาลเชลซีทำผลงานได้มีดีนัก ทำให้ในช่วงกลางฤดูกาลเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งคือการเข้ามาคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงนักเตะครั้งใหญ่ มีการขายนักเตะออกจากทีมและดึงตัวนักเตะเข้ามาอย่างมากมายอีกครั้ง แต่ เทอร์รี่ ก็ยังคงรับหน้าที่กัปตันทีมต่อไป

ในฤดูกาล 2004-2005 เชลซี กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สามารถสร้างผลงานได้อย่างร้อนแรง คว้าแชมป์ลีกได้แบบม้วนเดียวจบ และสร้างสถิติต่างๆ มากมาย และยังสามารถคว้าแชมป์ลีกคัพมาได้อีกด้วย เทอร์รี่ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพีเอฟเอมาได้ เรียกได้ว่าในฤดูกาลนี้เป็นปีทองของเทอร์รี่อย่างแท้จริง เขากลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่มีชื่อในระดับโลก

ฤดูกาล 2005-2006 เชลซีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้อีก 1 สมัย เทอร์รี่ยังคงสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และในปีนี้เขาในเล่นในฟุตบอลโลก 2006 แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดิม แต่หลังจากนั้น เทอร์รี่ ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษต่อจาก เดวิด เบ็คแฮม

ในฤดูกาล 2006-2007 เทอร์รี่ ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวเองในหลายๆ อย่าง รวมถึงการเป็นผู้รักษาประตูในเกมที่พบกับเรดดิ้ง ในช่วงท้ายเกมเนื่องจาก 2 ผู้รักษาประตูของเชลซีได้รับบาดเจ็บ และในช่วงกลางฤดูกาลนั้น เทอร์รี่ ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวนอยู่หลายครั้ง จนต้องได้รับการผ่าตัดและต้องรักษาตัวในระยะหนึ่ง เชลซีในเวลาที่ไม่มีเทอร์รี่ ทำให้พลาดโอกาสในการคว้าแชมป์ลีก แต่หลังจากที่เทอร์รี่กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง เขาก็กลับมากู้สถานการณ์ของเชลซี

เรียกได้ว่าในตลอดระยะเวลาหลายฤดูกาลที่เทอร์รี่เล่นให้กับเชลซี เทอร์รี่เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เชลซีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 เทอร์รี่ โดนสั่งปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติอังกฤษ เนื่องจากข่าวฉาวเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาของเพื่อนร่วมทีมชาติ ในปี 2012 เขารับใช้ชาติอีกครั้งในศึกฟุตบอลยูโร และนั้นเป็นการลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งสุดท้ายของเขา หลังจากนั้นไม่นาน เทอร์รี่ในวัย 32 ปี ประกาศหยุดเล่นให้กับทีมชาติอย่างเป็นทางการ

ในฤดูกาล2012-2013 เทอร์รี่ ได้รับบาดเจ็บและต้องพักรักษาตัวยาว เชลซี ต้องพบกับสภาพผลงานอันย่ำแย่ และมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอีกครั้ง หลังจากที่เทอร์รี่หายบาดเจ็บกลับมาเขาก็กลับมาในด้วยการเป็นตัวสำรองเป็นส่วนใหญ่

ในฤดูกาล2013-2014 มูรินโญ่ กลับมาคุมทีมเชลซีอีกครั้ง เทอร์รี่ได้รับโอกาสในการลงสนามอีกครั้ง ในฤดูกาล2016-2017 การเข้ามาของ คอนเต้ ผู้จัดการทีมคนใหม่ เทอร์รี่ ถูกลดบทบาทลงด้วยวัยของเขาที่ในตอนนั้นมีอายุ 36 ปี เชลซี ไม่ต่อสัญญากับเขาอีกต่อไป เขาลงสนามนัดสุดท้ายให้กับเชลซีในนัดที่พบกับซันเดอร์แลนด์

ในฤดูกาล 2017-2018 เขาย้ายไปร่วมทีมกับแอสตัน วิลลา แต่เขาก็ไม่สามารถพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ เขาเล่นให้แอสตัน วิลลา อยู่ 1 ฤดูกาล และหลังจากนั้นเขาก็เป็นนักเตะไร้สังกัดมาอยู่ระยะหนึ่ง จนในเดือนตุลาคม 2018 เทอร์รี่ในวัย 37 ปี ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นเขาก็ผันตัวมาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้กับแอสตัน วิลลา

เอดูอาร์ เมนดี้ : จากผู้รักษาประตูว่างงาน สู่การเป็นมือหนึ่งของเชลซี

เอดูอาร์ เมนดี้ มีชื่อเต็มว่า เอดูอาร์ โอโซกี้ เมนดี้ ผู้รักษาประตูจอมหนึบของเชลซี เขาเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1992 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของเขาอพยพมาจากเซเนกัล ที่ย้ายมาสร้างครอบครัวยังประเทศฝรั่งเศส แต่เขาก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องปากท้อง โดยครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง เขามีความชื่นชอบในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็ก แต่ เมนดี้ มีความแตกต่างกับเด็กคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะชอบเล่นในตำแหน่ง กองหน้า หรือกองกลาง แต่เขากลับชอบเล่นในตำแหน่ง ผู้รักษาประตูมากกว่า

เริ่มแรกเมื่อเขามีอายุได้ 7 ขวบ เมนดี้ เข้ารับการฝึกฝนทักษะการเป็นนักฟุตบอลกับสโมสร เลอ อาฟร์ แต่ด้วยสไตล์การเล่นของเขายังไม่ได้รับความสนใจจากโค้ชของสโมสร ทำให้เขายังไม่ได้รับการคัดเลือกในเวลานั้น

จนในปี 2005 เมื่อเขามีอายุได้ 13 ปี เมนดี้ กลับมาทดสอบฝีเท้ากับ เลอ อาฟร์ อีกครั้ง และในครั้งนี้เขาก็สามารถเข้าร่วมทีมเยาวชนของสโมสรได้สำเร็จ แต่เขาก็อยู่กับทีมได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ในปี 2006 เขาก็ย้ายให้ได้เล่นกับทีมเยาวชนของสโมสร CS Municipaux Le Havre ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลในท้องถิ่น เขาก็ทำการพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเอง จนสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้

จนในปี 2011 เมนดี้ ในวัย 19 ปี  ได้เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาเป็นครั้งแรกด้วยการเซ็นสัญญากับสโมสร AS Cherbourg ทีมฟุตบอลในลีกระดับ 4 ของฝรั่งเศส แต่เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เขาไม่สามารถสร้างผลงานอันน่าประทับใจให้กับทีมต้นสังกัดได้ เมนดี้ในฐานะนักเตะดาวรุ่งยังไม่มีโอกาสในการลงสนามมากนัก โดยเขามีโอกาสลงเล่นให้กับทีมเพียงแค่ 25 นัดเท่านั้น ทำให้ในปี 2014 เมนดี้ ถูกต้นสังกัดยกเลิกสัญญาและปล่อยตัวเขาออกจากทีมในทันที

ทำให้ เมนดี้ ในวัย 22 ปี ต้องรับสภาพกลายเป็นคนว่างงานในตอนนั้น ถึงแม้ว่าในตอนนั้นเขาจะได้รับความสนใจทีมฟุตบอลต่างๆ อยู่บ้าง แต่ก็เป็นทีมฟุตบอลสมัครเล่นเท่านั้น ทำให้เขามองว่าหากเขาตอบรับเข้าร่วมทีม โอกาสในการก้าวหน้าในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาก็คงต้องดับลง และในระหว่างที่เขาว่างงาน เมนดี้ ก็ยังคงมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมด้วยตัวเองอยู่เสมอ และเมนดี้ ก็ได้ขอเข้าไปฝึกซ้อมกับ เลอ อาฟร์ ทีมฟุตบอลในวัยเด็กของเขาโดยไม่มีเงินเดือน และในระหว่างนั้นเขาก็ไปยังศูนย์จัดหางาน และทำงานเล็กๆน้อยๆไปด้วย

เมนดี้ ใช้ชีวิตเช่นนั้นอยู่ถึง 1 ปีเต็ม แล้วโอกาสของเขาก็เริ่มกลับมาอีกครั้งเมื่อ เขาได้รับข่าวดีจาก โค้ชของเลอ อาฟร์ ที่เดินมาบอกเขาว่า ทีมสำรองของโอลิมปิก มาร์กเซย ทีมฟุตบอลชื่อดัง ต้องการผู้รักษาประตูคนใหม่มาทดแทนคนเก่า

ในปี 2015 เมื่อเขาเข้าร่วมทีมกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ในช่วงแรกเขายังไม่มีโอกาสในการลงสนามมากนัก แต่จากการได้ทำการฝึกซ้อมกับทีมผู้ฝึกสอนชั้นนำ ทำให้ เขาได้มีการพัฒนามากขึ้น และกลายเป็นผู้รักษาประตูที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม เขาได้พัฒนาตัวเองไปอย่างเงียบๆ จนในปี 2016 เขาได้รับการทาบทามจาก แรงส์ ทีมในลีกระดับ 2 ที่ต้องการเซ็นสัญญากับเขา และเมนดี้ ก็ไม่ปฏิเสธมันอย่างแน่นอน ทำให้ เป็นการเซ็นสัญญานักฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา

ในช่วงแรกเขาเป็นเพียงผู้รักษาประตูมือ 2 ให้กับทีม จนเข้าสู่ฤดูกาล 2016-2017 โยฮันน์ คาร์ราสโซ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมได้ย้ายออกจากทีมไป ทำให้ เมนดี้ ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ในทันที และเขาก็ไม่ทำให้ต้องผิดหวัง เขาสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยใน 7 เกมแรกที่เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริง เขาสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 3 คลีนชีต ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาได้อย่างสวยงาม

ในฤดูกาล 2017-2018 เมนดี้ กลายมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งให้กับต้นสังกัดได้อย่างเต็มตัว และเขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญพาทีมขึ้นสู่ลีกเอิง ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฝรั่งเศสได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2018-2019 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดของเขา แต่เมนดี้ ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเขาสามารถพาทีมจบอยู่ที่อันดับ 8 ของตารางคะแนนได้อย่างน่าประทับใจ โดยใน 38 เกม เขาเสียไปเพียงแค่ 42 ประตูเท่านั้น

และด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาทำให้ เมนดี้ กลายเป็นผู้รักษาประตูที่ได้รับความสนใจจากทีมฟุตบอลต่างๆ มากมาย จนในที่สุด ก็มีสโมสรแรนส์ ดึงตัวเขาเข้าไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์

ในฤดูกาล 2019-2020 ในการเล่นให้กับ แรนส์ เขาก็กลายมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมในทันที และสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และพาทีมจบอยู่ที่อันดับ 3 ของตารางคะแนน โดยเขาลงเล่น 28 นัด เสียไปเพียงแค่ 24 ประตูเท่านั้น

และในช่วงนั้น เชลซี ประสบปัญหาขาดแคลนผู้รักษาประตูอย่างหนัก เนื่องจาก เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมทำผลงานได้ไม่ดี และต้องดึงตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ ผู้รักษาประตูมือสองขึ้นมาทำหน้าที่แทน ทำให้ทางฝ่ายบริหารและ แลมพาร์ด กุนซือของทีมในตอนนั้นต้องการหาผู้รักษาประตูโดยมีโจทย์ว่าจะต้องราคาไม่แพง ทำให้ชื่อของ เมนดี้ กลายเป็นตัวเลือกของเชลซี ในทันที

ในเดือนกันยายน 2020 เมนดี้ ย้ายมาร่วมทีมกับเชลซี ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร เมนดี้ กลายเป็นผู้รักษาประตูที่มีจุดเด่นในการเซฟลูกกลางอากาศได้เป็นอย่างดี และการเข้ามาร่วมทีมของเชลซี ทำให้เขาเข้ามาครองตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งได้ในเวลาเพียงไม่นาน ด้วยการเก็บ 16 คลีนชีท จากการลงสนาม 31 นัด ในฤดูกาล 2020-2021 และพาทีมจบอยู่ในอันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ยังสามารถเก็บ 9 คลีนชีทในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 อีกด้วย

ฤดูกาล 2021-2022 เมนดี้ก็ยังสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับเชลซี และกลายมาเป็นนักเตะขวัญใจของแฟนบอลไปในที่สุด

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา : จากแข้งระดับตำนาน สู่บทบาทการเป็นผู้จัดการทีม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1973 ในเมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์ โดยเขาเริ่มเล่นฟุตบอลจากการเป็นงานอดิเรก โดยเขาเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับสโมสรเคลาเซเนนเก้น สโมสรฟุตบอลระดับดิวิชั่น 3 ของประเทศนอร์เวย์ ในปี 1989 ซึ่งในช่วงแรกเขาเล่นในทีมระดับเยาวชนของสโมสรก่อนที่ในปี 1990 จะขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ โซลชา เล่นให้กับสโมสรเคลาเซเนนเก้นในทีมชุดใหญ่ ตั้งแต่ปี 1990-1995 ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรโมลด์ สโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดของนอร์เวย์ ในปี 1995 โดยสถิติที่ โซลชา ลงสนามให้กับ สโมสรเคลาเซเนนเก้น นั้นทั้งหมด 109 เกม ยิงประตูไปถึง 115 ประตู

มาในปี 1995 หลังจากที่เขาได้ย้ายมาร่วมทีมกับโมลด์แล้ว โซลชา ที่ตอนนั้นมีอายุ 22 ปี สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เข้าไปร่วมทีมจนในที่สุด โซลชา ก็ถูกเรียกเข้าไปร่วมทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ ในปีนั้นด้วย และด้วยฝีเท้าอันสุดยอดของเขาทำให้เป็นที่สนใจของสโมสรดังในยุโรปเป็นจำนวนมาก ในฤดูกาลนี้เขาสามารถทำประตูให้กับ โมลด์ไปทั้งหมด 31 ประตูจากการลงสนามไปทั้งสิ้น 42 นัด ซึ่งในตอนนั้นเขาได้รับฉายาว่า อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์

ในปี 1996 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งในตอนนั้นมี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีม ตัดสินใจคว้าตัว โซลชา ในวัย 23 ปี เข้ามาร่วมทีม ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ และเพียงฤดูกาลเดียวในการเข้ามาร่วมทีมของเขา ก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว สามารถโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ และกลายเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1996-1997 ได้สำเร็จ และนอกจากนี้โซลชาก็ยังครองดาวซัลโวสูงสุดของทีมได้อีกด้วย โดยเขาสามารถไปถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 46 นัดในทุกรายการ

จากการโชว์ฝีเท้าอันยอดเยี่ยมและผลงานที่โซลชาได้ทำให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เขากลายมาเป็นขวัญใจของแฟนบอลได้อย่างรวดเร็ว และได้มีการตั้งฉายาให้เขาว่า เพชฌฆาตหน้าทารก

มาในฤดูกาล 1997-1998 โซลชา ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นของเขาให้ดีเหมือนฤดูกาลก่อนได้ ทำให้จบฤดูกาลเขาทำประตูได้เพียง 9 ประตู จากการลงสนาม 30 นัดในทุกรายการ และด้วยฟอร์มการเล่นของโซลชา ที่ไม่แน่นอน ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมในตอนนั้น ต้องตัดสินใจ ซื้อตัว ดไวท์ ยอร์ค เข้ามาช่วยเสริมทัพในแนวรุกให้กับทีม ในช่วงฤดูกาล 1998-1999 และการเข้ามาของ ดไวท์ ยอร์ค ทำให้ โซลชา ต้องลงไปนั่งม้านั่งสำรอง และมีข่าวลือออกมาว่า โซลชา จะมีการย้ายทีมให้เร็ววันนี้ แต่เขาก็ยังไม่ลดความพยายาม เขายังคงตั้งใจและมุ่งมั่นในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะต้องเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง และในที่สุดความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาก็เริ่มเห็นผล เมื่อเขาเริ่มกลับมาเป็นตัวจริงได้บ่อยขึ้น และยังสามารถทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือตัวสำรองในเกมนั้น โดยเขากลายเป็นนักเตะที่สามารถทำประตูในเกมสำคัญๆ ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เสมอ ในปี 1999 เขาลงสนามเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับลิเวอร์พูล ซึ่งในตอนนั้น เสมอกันอยู่ที่ 1-1 แต่เขาก็สามารถลงไปทำประตูชัยให้กับทีมในช่วงทดเวลาทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะไปด้วยสกอร์ 2-1

ในช่วงฤดูกาลต่อๆ มา โซลชา ก็ยังคงลงสนามเป็นตัวสำรองให้กับทีมต้นสังกัดอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เขาจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เขาก็ยังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นตัวจริง ซึ่ง

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยให้เหตุผลว่า โซลชา เป็นนักเตะที่สามารถอ่านเกมคู่แข่งได้อย่างแม่นยำ และเขาจะรู้ว่าจะต้องเล่นในเกมนี้อย่างไร และโซลชา จะสามารถลงไปเปลี่ยนเกมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้อยู่เสมอ  ซึ่งเขามองว่าการที่เขาปล่อยให้ โซลชา นั่งดูรูปเกมอยู่ข้างสนามก่อนที่จะลงสนามไปนั้นเป็นเรื่องที่ดีกว่า

และเกมประวัติศาสตร์ที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลก็คือ ในเกมนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1998-1999 ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถสร้างผลงานประวัติศาสตร์ด้วยการทำ 2 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จนสามารถคว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาครองได้สำเร็จ ซึ่งในเกมนั้น โซลชา ที่ถูกส่งเป็นตัวสำรอง ก็เป็นคนทำประตูชัยในนาทีสุดท้าย

ในปี 2003 โซลชา มีปัญหาบาดเจ็บที่เข่า หลังจากทำประตูในเกมที่พบกับ พานาธิไนกอส ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และจะต้องเข้ารับการผ่าตัด และพักยาว 5 เดือน โซลชา สามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2004 ซึ่งเขาก็ยังลงสนามเป็นตัวสำรองอยู่

ในปี 2004 โซลชา ต้องเข้ารับการผ่าตัดเข่าอีกครั้ง ทำให้ในฤดูกาล 2004-2005 โซลชา พลาดโอกาสลงสนามไป และในช่วงนี้เขาต้องพักรักษาตัว ก็ยังมีกำลังใจของแฟนบอลนำข้อความว่า  “20LEGEND” หมายถึง โอเล่ ตำนานหมายเลข 20 มาติดไว้ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกด้วย

ในฤดูกาล 2005-2006 เขากลับมาลงสนามได้อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ลงสนามมากนัก ในฤดูกาล 2006-2007 โซลชา ในวัย 33 ปี กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง โดยเขาประตูไปทั้งหมด 11 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดในทุกรายการ  และในปี 2007 โซลชาก็ประกาศแขวนสตั๊ดปิดฉากการค้าแข้งของเขา ด้วยวัย 34 ปี หลังจากที่เขาช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นสมัยที่ 6 โดยสถิติการลงสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งหมด 365 นัด ทำไป 127 ประตู

ส่วนผลงานในทีมชาตินอร์เวย์ โซลชา ติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1995 และสามารถทำประตูแรกให้กับทีมชาติได้ในทันทีในเกมที่พบกับ ทีมชาติจาไมก้า หลังจากนั้น โซลชา ก็มีรายชื่อติดในทีมชาติชุดใหญ่ของนอร์เวย์ จนถึงปี 2007

เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีม

โซลชา เริ่มอาชีพการเป็นผู้จัดการทีมหลังจากที่ได้ประกาศแขวนสตั๊ด โดยการเริ่มจากการเป็น โค้ชกองหน้า ในกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2007-2008 ก่อนที่ในฤดูกาล 2008-2009 เขาจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุดอายุไม่เกิด 23 ปี ซึ่งโซลชา ก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย

ในปี 2011 โซลชา ได้รับแต่งตั้งในคุมทีมชุดใหญ่ของโมลด์ ต้นสังกัดเก่าของเขาในบ้านเกิด และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของนอร์เวย์ได้ถึง 2 สมัย และแชมป์นอร์เวย์ คัพ อีก 1 สมัย

ปี 2014 โซลชา ตอบรับไปคุมทีม คาร์ดิฟ ซิตี้ ซึ่งเล่นในพรีเมียร์ในขณะนั้น พร้อมกับภาระอันหนักหน่วงด้วยการต้องพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาล 2013-2014 แต่แล้วเขาก็ไม่สามารถทำได้ และหลังจากนั้น เขาก็ทำผลงานได้ไม่ดี  จนถูกปลดจากการเป็นผู้จัดการทีมในเดือนกันยายน 2014

ในเดือนตุลาคม 2015 เขาได้กลับไปเป็นผู้จัดการทีมให้กับโมลด์อีกครั้ง และพาทีมจบอยู่ที่อันดับ 6 และในปี 2016 พาทีมจบอยู่ที่อันดับ 5 และในปี 2017,2018 โซลชาสามารถพาทีมจบอยู่ที่รองแชมป์ได้ถึง 2 สมัย

ในปี 2018 โซลชา เข้ารับหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ และเขาก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการคุมทีมชนะ 8 เกมติด และสามารถพาทีมเข้า 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีดไปได้

ฤดูกาล 2019-2020  เขาทำผลงานได้ไม่ดีมากนัก ในช่วงแรก จนในช่วงปลายฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ของตาราง

ฤดูกาล 2020-2021 โซลชา ยังคงคุมทีมให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป ท่ามกลางกระแสข่าวออกมาอย่างมากมาย หลังจากที่เขาทำผลงานการคุมทีมได้ไม่ดีมากนัก

ฤดูกาล 2021-2022 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงทำผลงานได้ไม่ดี  จนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2021 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาประกาศสิ้นสุดการทำงานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในตำแหน่งผู้จัดการทีม และแต่งตั้ง ราล์ฟ รังนิก ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว

คริสเตียน อีริคเซ่น : ชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ เพื่อจุดมุ่งหมายของตัวเอง

คริสเตียน อีริคเซ่น เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1992 มีเมืองมิดเดลฟาร์ท ประเทศเดนมาร์ก อีริคเซ่น อยู่ในครอบครัวนักฟุตบอล พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอล และที่มีส่วนช่วยให้เขากลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตอนนี้ โดยในตอนที่ อีริคเซ่น ยังมีอายุแค่ 3 ขวบ พ่อของเขาก็สอนให้เล่นฟุตบอล จนทำให้ อีริคเซ่น เริ่มรักในฟุตบอล

และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1995 เขาก็ได้เข้าไปร่วมทีมเยาวชนของสโมสรมิดเดลฟาร์ท อีริคเซ่นได้เริ่มพัฒนาทักษะและฝีเท้าของเขา จนทำให้เขามีพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนทุกคนมองว่าเขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างมาก จนในที่สุดในปี 2005 เขาก็ได้รับการติดต่อจาก สโมสรโอเดนเซ่ สโมสรฟุตบอลอาชีพในเดนมาร์ก ให้เข้าไปร่วมทีม และเมื่อเขามาอยู่กับ โอเดนเซ่ ก็ทำให้ อีริคเซ่น ได้ก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอย่างจริงจัง เขาได้ลงสนามในทีมชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี และก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และในปี 2007  อีริคเซ่น ก็สามารถเข้าไปมีชื่อติดอยู่ในทีมชาติเดนมาร์กชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ได้สำเร็จ ด้วยผลงานและความสามารถของเขาที่ให้ อีริคเซ่น กลายเป็นที่สนใจของทีมฟุตบอลจากทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เชลซี บาร์เซโลน่า  รวมถึง เอซี มิลาน

หลังจากนั้น พ่อของอีริคเซ่น ก็ได้พาลูกชายของเขาไปทดสอบฝีเท้ากับทีมดังอย่าง บาร์เซโลน่า ทันที แต่เมื่อถึงเวลาในการทดสอบฝีเท้า เขากลับไม่สามารถที่จะโชว์ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่ ทำให้เขาต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง อีริคเซ่น รู้สึกผิดหวังกับทางทดสอบฝีเท้าในครั้งนี้มาก แต่ก็มีพ่อของเขาที่คอยให้กำลังใจและก็พยายามเสาะหาแนวทางให้อีริคเซ่นประสบความสำเร็จในเส้นทางลูกหนังนี้ให้ได้

และอีริคเซ่น ก็ได้เดินทางไปทดสอบฝีเท้าอีกครั้ง ครั้งนี้ ไปยังสโมสรเชลซี สโมสรดังแห่งอังกฤษ และครั้งนี้เขาก็พบกับความผิดหวังเหมือนเดิม เชลซี ปฏิเสธเขาเนื่องจากเหตุผลที่ว่า เขามีรูปร่างที่บอบบางเกินไป อีริคเซ่น ถูกเชลซี ปฏิเสธถึง 2 ครั้ง และเมื่อมีการติดต่อมาเป็นครั้งที่ 3 พ่อของเขาจึงไม่พาอีริคเซ่นไปอีก

อีริคเซ่น ในตอนนั้นเขาได้ตระเวนทดสอบฝีเท้ากับสโมสรดังทั่วยุโรปอยู่หลายสโมสร ซึ่งมีทั้งผ่านและไม่ผ่าน และมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด ที่เขาสอบผ่านและสามารถย้ายไปร่วมทีมได้ แต่สุดท้ายแล้ว ในปี 2010  อีริคเซ่น เลือกที่จะไปอยู่กับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรในเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากสโมสรมองเห็นความสามารถของอีริคเซ่นโดยมองข้ามเรื่องรูปร่างอันบอบบางของเขาไป ซึ่งสำหรับอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม แล้ว เป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อในเรื่องการให้โอกาสนักเตะเยาวชนอยู่แล้ว ซึ่งการย้ายทีมของเขาในครั้งนี้ อีริคเซ่นได้ค่าตัว 1 ล้านปอนด์ และทำให้ มิดเดลฟาร์ท ได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวน 35,000 ปอนด์ ซึ่งหลังจาก มิดเดลฟาร์ท ก็ได้นำเงินที่ได้ดังกล่าวไปสร้างสนามฟุตบอลเป็นของตัวเอง และที่ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ทำให้อีริคเซ่น ซึ่งเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ได้รับการฝึกฝนและสามารถพัฒนาฝีเท้าจนมีความแข็งแกร่ง  และในปีนั้น อีริคเซ่น ก็ได้ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้อีกด้วย

หลังจากนั้น อีริคเซ่น ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปี ก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น ต่อมาอีริคเซ่นก็กลายเป็นกองกลางคนสำคัญของ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม เขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของแนวรุกที่คอยช่วยปั้นเกมในกองหน้าสามารถทำประตูได้อย่างง่ายดาย และต่อมา เมื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ได้ย้ายออกจากทีมไป ทำให้ อีริคเซ่น มีความโดดเด่นมากขึ้น เขาลงสนามด้วยเสื้อหมายเลข 10 คอยคุมเกมรุกช่วยทีม คว้าแชมป์ เอเรดิวิชี่ ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ ในปี 2011 หลังจากที่พลาดการคว้าแชมป์มานานถึง 7 ปี  อีริคเซ่น เล่นให้กับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม อยู่จนถึง ปี 2013 เขาลงสนามไปทั้งหมด 113 นัด ทำไป 25 ประตู

เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม แล้ว อีริคเซ่น ก็เลือกที่จะเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกครั้ง ด้วยการย้ายไปร่วมทีมท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมในประเทศอังกฤษ เขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษ และก็ยังสามารถสร้างฝนงานได้อย่างยอดเยี่ม มาถึงในยุคของกุนซือเมาริซิโอ โปเซ็ตติโน่ อีริคเซ่นพัฒนาถึงขั้นสุดยอด เขากลายเป็นผู้เล่นกองกลางแนวรุกที่มีความครบเครื่องในทุกด้าน มีความคงเส้นคงวา  มีความแม่นยำในการจ่ายบอล และมีจุดเด่นในการยิงฟรีคลิกหาตัวจับยาก ซึ่งทำให้ อีริคเซ่นกลายมาเป็น นักเตะซูเปอร์สตาร์ในทันที

ในปี 2019 อีริคเซ่น ช่วยพาทีมเข้าถึงรองชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนที่จะแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล เขาค้าแข้งอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในช่วง 2013-2020 ก่อนที่จะย้ายไปยัง อินเตอร์ มิลาน ในปี 2020 แต่การค้าแข้งกับต้นสังกัดใหม่ในครั้งนี้ อีริคเซ่น ต้องพบกับความยากลำบาก เมื่อรูปแบบการเล่นของ อันโตนิโอ คอนเต้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ 3-5-2 ซึ่งจะไม่มีตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ที่เขาถนัด ทำให้อีริคเซ่นต้องกลายเป็นตัวสำรองเนื่องจากในตอนนั้นเขาไม่สามารถปรับสไตล์การเล่นของตัวเองได้ แต่ภายหลังจากนั้น อีริคเซ่น ก็เริ่มเข้าใจว่าเขาต้องทำหน้าที่ของเขาแบบไหน เขาปรับตัวเองให้เข้ากับระบบของ คอนเต้ ได้ในที่สุด จนในที่สุดเขาก็กลายมาเป็นนักเตะที่มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ในรอบ 10 ปีของอินเตอร์ มิลาน

และหลังจากนั้น อีริคเซ่น จะต้องเดินทางไปร่วมกับทีมชาติเดินมาร์ก เพื่อไปแข่งขันในศึกยูโร 2020 ที่จะต้องพบกับทีมชาติฟินแลนด์ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2021 ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ อีริคเซ่น ล้มลงด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น สร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคนภายในสนามเป็นอย่างมาก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาต้องเข้ารับการรักษาตัวและต้องพักยาวอยู่ถึง 6 เดือน และทำให้เขาต้องยกเลิกสัญญากับทาง อินเตอร์ มิลาน เนื่องจากเขาไม่สามารถเล่นให้กับต้นสังกัดต่อไปเนื่องจากมีกฎห้ามไม่ให้นักกีฬาที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจลงสนาม

ในเดือนมกราคม 2022 อีริคเซ่น กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ด้วยการร่วมทีมกับ เบรนท์ฟอร์ด ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีก เขาพยายามฝึกซ้อมแล้วฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด และแล้ว อีริคเซ่น ก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญภายในทีมเบรนท์ฟอร์ดได้สำเร็จ เขามีส่วนช่วยให้เบรนท์ฟอร์ด กลายเป็นทีมที่มีความอันตรายและฟอร์มดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ฮาเวียร์ ซาวิโอลา : ตำนานดาวยิงร่างเล็ก ที่ไม่เคยหยุดรอให้โชควิ่งเข้ามาหา

ฮาเวียร์ ซาวิโอลา เกิดเมื่อ 11 ธันวาคม 1981 ที่เมืองบัวโนส ไอเรส ในประเทศอาร์เจนตินา สำหรับ ซาลิโอลา เขามีรูปร่างที่เล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และด้วยความเสียเปรียบได้ด้านรูปร่างนี้ ทำให้เขาจะต้องหาจุดเด่นในส่วนอื่นของเขามาทดแทนสิ่งนั้น ซึ่งก็คือ ความเร็ว และมันก็เป็นสิ่งที่สามารถทดแทนได้ดีเลยทีเดียว

สำหรับ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา เขาเป็นที่จับตามองในฐานะนักเตะดาวรุ่งมาตั้งแต่ที่เขายังเล่นในทีมเยาวชนของ ริเวอร์เพลท ด้วยการที่เขามีความโดดเด่นในเรื่องความเร็ว ทำให้ได้รับฉายาว่า “เอลพิบิโต้” ที่แปลว่า กระต่ายน้อย ซาวิโอลา ก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ ริเวอร์เพลท ในปี 1998 ซึ่งเขามีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น เขาทำผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการยิงประตูให้กับทีมต้นสังกัดได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เขาสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 4 รายการ ในช่วง 3 ฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาร่วมทีม นอกจากนี้ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา  ยังสามารถคว้ารางวัลส่วนตัวได้อีกด้วย อย่างเช่น รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของอเมริกาใต้ในปี 1999 รวมถึงตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกในอาร์เจนตินาในปี 1999 เช่นกัน

ในปี 2001 ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ได้ถูกเรียกตัวเข้าไปร่วมทีมชาติอาร์เจนตินา ในชุดแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่น U20 ซึ่งในการแข่งขันในรายการนี้ ซาลิโอลา ก็ใช้ความสามารถที่มีอยู่เหนือนักเตะในรุ่นเดียวกัน ช่วยทีมชาติของตัวเองจนประสบความสำเร็จ และ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ยังคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์นี้ ด้วยสถิติยิงประตูไป 11 ประตู จากการลงสนาม 7 นัด โดยทีมอาร์เจนตินาในชุดนั้น นับว่าเป็นชุดที่รวมนักเตะระดับดาวดังไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มักซี่ โรดริเกซ, ปาโบล ไอมาร์,ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่,ฮวน โรมัน ริเกลเม และ อันเดรส ดาเลสซานโดร

หลังจากนั้น ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ก็กลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหน้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง โดยมีสื่อของประเทศอังกฤษ ได้เขียนบทความถึงเขาว่า ฮาเวียร์ ซาวิโอลา และ ไมเคิล โอเวน จะเป็นนักเตะตำแหน่งกองหน้าที่เป็นผู้ริเริ่มยุคทองของกองหน้าสายความเร็ว

ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ได้รับความสนใจจากสโมสรดังในยุโรปอย่างมากมาย และในที่สุด ริเวอร์เพลท ที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินก็ตัดสินใจปล่อยนักเตะดาวรุ่งอย่าง ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ให้กับ บาร์เซโลนา สโมสรชื่อดังในลาลีกา สเปน ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุ 19 ปี และหลังจากนั้น ซาวิโอลา ก็พบเจอกับสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งในช่วงที่เขาค้าแข้ง อยู่กับ บาร์เซโลนา ไม่ใช่ช่วงที่ดีของ บาร์เซโลนา แต่ ซาวิโอลา ก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างไม่เสียหาย ซึ่งในตอนนั้นเขาจับคู่กับ แทพริก ไคลเวิร์ต ในช่วงระหว่างปี 2001-2004 เขาทำประตูไปทั้งหมด 60 ประตู

ภายหลังจากการก้าวเข้ามาของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ผู้จัดการทีมคนใหม่ของบาร์เซโลนา ก็ทำให้ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา มีโอกาสลงสนามน้อยลง จนในที่สุด ซาวิโอลา ก็ได้ตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงชีวิตการค้าแข้งของเขาด้วยการย้ายไปร่วมทีมกับโมนาโก ในประเทศโมนาโก และ เซบีย่า สโมสรในประเทศสเปน ด้วยสัญญายืมตัว และ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา กลับมาเล่นให้กับ บาร์เซโลนา ได้สัญญาปีสุดท้าย ซึ่งก็คือให้ฤดูกาล 2006-2007

และภายหลังจากที่ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา หมดสัญญากับบาร์เซโลนา เขาก็ได้ย้ายไปร่วมทีมกับ เรอัล มาดริด แต่เนื่องจากภายในทีมของเรอัล มาดริด ที่มีดาวดังอยู่เต็มพื้นที่ ทำให้ ซาลิโอลา มีโอกาสลงสนามน้อยมาก แต่เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่คว้าแชมป์ลาลีกา สเปนในปี 2007-2008 โดยเขาทำประตูไป 3 ประตูในฤดูกาลนั้น

ปี 2009 ซาลิโอลา ได้ย้ายทีมอีกครั้ง ด้วยการไปร่วมทีมเบนฟิก้า ทีมฟุตบอลในประเทศโปรตุเกส และเขาได้กลับมาลงสนามอย่างที่ต้องการอีกครั้ง และช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกได้ 1 สมัย

ในช่วงบั้นปลายของอาชีพนักฟุตบอล ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ได้ย้ายไปร่วมทีมกับทีมต่างๆ อีกมากมาย  อย่างเช่น มาลาก้า, โอลิมเปียกอส และ เวโรนา ก่อนที่เขาจะกลับมา ริเวอร์เพลท ซึ่งเป็นต้นสังกัดแรกของเขา และประกาศแขวนสตั๊ดที่นั้นในปี 2016 ในวัย 34 ปี เมื่อเขาพบว่าทีมที่เขาอยู่ในตอนนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ เขาก็จะออกไปหาสิ่งใหม่ๆ ในทันที เขากลายเป็นนักเตะที่ย้ายทีมไปเรื่อยๆ และไม่ได้พบกับความสำเร็จมากนัก

สำหรับผลงานในทีมชาติของเขารับใช้ทีมชาติอาร์เจนตินาครั้งแรกในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และสามารถพาทีมคว้าแชมป์  ฟุตบอลโลกรุ่น U20 ปี 2001 นอกจากนี้ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ยังได้ร่วมทีมที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกในปี 2004 ด้วย และได้ร่วมทีมชาติในฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งทำผลงานให้แก่ทีมชาติไว้ที่ 11 ประตู

เส้นทางการค้าแข้งของ ฮาเวียร์ ซาวิโอลา จนวันสุดท้ายไม่ได้ราบเรียบมากนัก แต่ก็ยังเป็นที่จดจำของบรรดาแฟนบอลได้จนถึงทุกวันนี้

ซึ่งหลังจากที่เขาอำลาวงการลูกหนังไปแล้ว ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในประเทศอันดอร์รา และที่นั่นเขาได้รับงานใหม่ด้วยการเป็นผู้ช่วยโค้ช ให้กับ เอฟซี ออร์ดิโน่ แต่หลังจากนั้น ฮาเวียร์ ซาวิโอลา ในวัย 37 ปี ก็ได้ตกลงที่จะลงสนามให้กับ ซิเดโก้ เอฟซี เอ็นแคมป์ ซึ่งเป็นทีมฟุตซอลท้องถิ่น ซึ่งในตอนนี้เขามีอายุ 40 ปีแล้ว และเขาให้เหตุผลที่เขายังเป็นนักฟุตซอลอยู่ว่า เขาต้องการที่จะเป็นคนที่มีประโยชน์อีกครั้ง เขาเคยเล่นฟุตซอลเมื่อตอนที่อายุ 5 ขวบ และในตอนนี้เขาอยากที่จะกลับไปสัมผัสมันอีกครั้ง ซาวิโอลาทำได้ดีในหน้าที่นักฟุตซอล เขาพาทีมของเขาประสบความสำเร็จได้อย่างมากมาย และสามารถทำประตูให้กับทีมของเขาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

โปแลนด์ เปิดบ้านเอาชนะ สวีเดน 2-0 ซิวตั๋วบอลโลกรอบสุดท้าย ที่กาตาร์

ทีมชาติโปแลนด์ คว้าตั๋วไปฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้ายได้สำเร็จ หลังเปิดบ้านเอาชนะ ทีมชาติสวีเดน ไป 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศรอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป

การแข่งขันฟุตบอลโลก รอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป นัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ทีมชาติโปแลนด์ ในเกมก่อนหน้านี้ลงสนามเสมอกับ สกอตแลนด์ ในเกมอุ่นเครื่องมา 1-1 ทำให้โปแลนด์ โดยในเกมนี้เปิดสนาม  สตาดิโอน สลาสกี้, ชอร์ซอฟ รับการมาเยือนของ ทีมชาติสวีเดน ที่ในเกมก่อนหน้านี้ เอาชนะ เช็ก มาได้ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เป็นการเก็บชัยชนะนัดแรกในรอบ 3 เกมที่ได้ลงสนาม

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีมที่ลงสนาม

ทีมชาติโปแลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ เซซลาฟ มิชนิวิซ ผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่มารับหน้าที่แทนเปาโล ซูซ่า วางแผนมาในระบบ 4-1-4-1 โดยมี ผู้รักษาประตู –  วอยเชี๊ยค เชสนี่ , กองหลัง – คริสเตียน บีลิค, คามิล กลิค, ยาน เบดนาเร็ค และ แม็ตตี้ แคช ,กองกลาง – ในส่วนของแดนกลางและแดนหน้ามี ยาเซค โกรัลสกี้ ,บาร์ตอสซ์ เบเรสซินสกี้ , ยาคุบ โมเดอร์, ปิโอเตอร์ เซลินสกี้ และ  เซบาสเตียน ชือมาญสกี้ โดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้  เป็นตัวความหวังของทีมในการทำประตูชัย

ส่วนทางทีมชาติสวีเดน นำทัพมาโดย ยานเน่ อันเดอร์สสัน เลือกจัดทัพมาในระบบ 4-4-2 ผู้รักษาประตู – โรบิน โอลเซ่น กองหลัง – เอมิล คราฟธ์, มาร์คุส แดเนียลสัน, วิคเตอร์ ลินเดอลอฟ และ ลุดวิก ออกุสตินส์สัน กองกลาง – เดยัน คูลูเซฟสกี้, คริสตอฟเฟอร์ โอลส์สัน, เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม และ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก กองหน้า จะเป็นทางด้าน  อเล็กซานเดอร์ อิซัค จับคู่กับ โรบิน ไควสัน คอยช่วยกันทำเกมในแนวรุก

เปิดเกมในช่วงครึ่งแรก รูปเกมไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ จนมาถึงในนาทีที่ 10 เจ้าบ้าน โปแลนด์ มีโอกาสลุ้นก่อน จาก แม็ตตี้ แคช ที่พาบอลขึ้นมาทางขวา และได้จังหวะส่งบอลโค้งเข้ามาในเขตโทษให้กับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ได้ขึ้นโหม่ง แต่บอลหลุดออกหลังไป

ต่อมาในนาทีที่ 12 สวีเดน ได้จังหวะเมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค รับบอลได้ในหน้ากรอบเขตโทษ ได้โอกาสยิงด้วยเท้าขวา ผ่านกำแพงของกองหลังโปแลนด์ได้ แต่ วอยเชี๊ยค เชสนี่ ผู้รักษาประตูโปแลนด์รับบอลเอาไว้ได้

ถัดมาในนาทีที่ 20 สวีเวน เกือบได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะผิดพลาดของ คริสเตียน บีลิค ที่เล่นพลาดเสียบอลให้กับ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงในเขตโทษดวลกับทางด้าน วอยเชี๊ยค เชสนี่ ที่ล้มตัวปัดบอลทิ้งไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

มาในนาทีที่ 26 โปแลนด์ ได้โอกาสบุกอีกครั้ง  เซบาสเตียน ชือมาญสกี้ ให้ทักษะเฉพาะตัวพาบอลเข้าไปในเขตโทษก่อนส่งบอลมาให้กับทาง  แม็ตตี้ แคช ที่วิ่งเข้ามาชาร์จบอลแบบไร้คู่ต่อสู้ประกบ แต่บอลออกหลังไป

เข้าสู่ช่วงท้ายของครึ่งแรก นาทีที่ 36 เป็นโอกาสของสวีเดน เมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถอยลงมาช่วยเกมตรงกลางสนาม โดยส่งบอลไปให้ ลุดวิก ออกุสตินส์สัน จ่ายบอลโค้งต่อให้ทาง   โรบิน ไควสัน ขึ้นโขก แต่บอลพุ่งออกหลังไป

จบเกม 45 นาทีแรก ทั้งสองทีมยังทำประตูกันไม่ได้ เสมอกันอยู่ที่ 0-0

เข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เป็นทางฝั่งสวีเดน ที่เริ่มเกมก่อน เมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค เก็บบอลได้แล้วจ่ายบอลย้อนไปให้ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ปั่นบอลด้วยเท้าซ้าย แต่บอลไปตรงตัว วอยเชี๊ยค เชสนี่ ผู้รักษาประตูของโปแลนด์

จนกระทั่งในนาทีที่ 49 โปแลนด์ ก็ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่   เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม ไปชนทางด้าน เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวี๊ยค ล้มลงในกรอบเขตโทษ ทำให้ผู้รักษาประตูให้เป็นจุดโทษ และเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยิงประตูขึ้นนำให้โปแลนด์ได้สำเร็จ

นาทีที่ 58 สวีเดน พลาดโอกาสทำประตูตีเสมอไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค หนีตัวประกบมาทางฝั่งขวา แล้วส่งบอลมาเข้าทาง เอมิล ฟอร์สเบิร์ก เข้าชาร์จแต่ไปติดเซฟของ วอยเชี๊ยค เชสนี่ อย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 70 โปแลนด์ เกือบทำประตูที่สองได้ จากจังหวะของ ยาคุบ โมเดอร์

นาทีที่ 73 โปแลนด์ ทำประตูหนีห่างเป็น 2-0 เมื่อ  ปิโอเตอร์ เซลินสกี้ ฉกบอลมาจาก มาร์คุส แดเนียลสัน ที่ผิดพลาดส่งบบอลคืนหลังไม่ดีมาได้ ก่อนที่จะพาบอลเข้าไปในเขตโทษแล้วแปด้วยขวา บอลพุ่งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

ในช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมทำประตูเพิ่มไม่ได้ จบเกม 90 นาที โปแลนด์ เอาชนะ สวีเดน ไป 2-0 ผ่านเข้าไปในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ ส่วนทีมชาติสวีเวน ตกรอบ

คริสเตียน อีริคเซ่น ผู้ผ่านความตาย กลับมาคืนสนาม ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

คริสเตียน อีริคเซ่น ที่ตอนนี้เป็นนักเตะของทีมเบรนท์ฟอร์ด สโมสรในพรีเมียร์ลีก ได้มีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงจนครบ 90 นาที เป็นครั้งแรก หลังจากที่หายจากวูบหมดสติ จากหัวใจวาย ในการลงสนามในศึกยูโร เมื่อปี 2020

แน่นอนว่าอาการบาดเจ็บของบรรดานักเตะไม่ว่าจะเป็นใคร ก็เป็นเรื่องที่นักเตะทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากอาการบาดเจ็บนี้เอง ที่ทำให้มีนักเตะหลายรานที่ต้องหยุดเส้นทางการค้าแข้งของเขาเอาไว้ก่อนที่จะถึงวัยอันสมควร เนื่องจากไม่สามารถค้าแข้งต่อไปได้ และ ก็มีหลายๆ คนมองว่า คริสเตียน อีริคเซ่น ก็เกือบที่จะเป็นนักเตะที่ต้องประสบปัญหานี้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ ย้อนไป ในเกมที่ ทีมชาติเดนมาร์ก พบกับ ทีมชาติฟินแลนด์ ในศึกยูโร 2020 ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่ทางคริสเตียน อีริคเซ่น ลงสนามในนามของทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งในระหว่างการแข่งขันในเกมนี้ อีริคเซ่น ก็เกิดอาการวูบ ล้มลงหมดสติ และหัวใจวายแบบเฉียบพลัน อยู่ในสนาม แต่ยังโชคดีที่เหล่าเพื่อนนักเตะของเขา ได้รีบเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่ทางแพทย์สนามจะเข้าไปช่วยทำ CPR จนทำให้ หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง ซึ่งในตอนนั้นทั้งสนามต่างส่งกำลังใจเพื่อช่วยให้ อีริคเซ่น ฟื้นคืนกับมา และหลังจากนั้น อีริคเซ่น ก็ถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลทันที แต่ภายหลัง ทางทีมแพทย์ได้ออกมาเปิดเผยว่า คริสเตียน อีริคเซ่น ถูกพบว่า มีอาการหัวใจหยุดเต้นแบบเฉียบพลัน ภายหลังจากที่เขาได้รับการรักษาแล้ว เขาก็มีอาการที่ดีขึ้น แต่ทางทีมแพทย์ที่ให้การรักษานักเตะรายนี้ได้ออกมากล่าวว่า คริสเตียน อีริคเซ่น จะไม่สามารถกลับมาค้าแข้งได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เนื่องจากเขามีสิทธิที่จะเกิดอาการหัวใจวายแบบเฉียบพลันได้อีก

ซึ่ง เส้นทางการค้าแข้งของเขากับ อินเตอร์ มิลาน ทีมในประเทศอิตาลี ต้นสังกัดของเขาในขณะนั้น ต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากตามกฎของกีฬาในประเทศอิตาลี ที่มีมานานแล้ว ได้มีการระบุไว้ว่า หากนักกีฬาคนใดมีอาการหรือมีความผิดปกติของหัวใจที่มีความเสี่ยง ห้ามลงเล่นกีฬาโดยเด็ดขาด

 

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว คริสเตียน อีริคเซ่น ได้รับการติดตั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจ ซึ่งเป็นเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ที่จะคอยวัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจ และมันก็ทำให้ อีริคเซ่น จะต้องยกเลิกสัญญากับทาง อินเตอร์ มิลาน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในตอนนี้มันก็เป็นเวลาที่ทาง อีริคเซ่น จะต้องมาครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งก็อยู่ 2 ทาง นั้นก็คือ การเดินหน้าต่อในเส้นทางการค้าแข่งของเขา กับ หยุดเส้นทางลงเพียงแค่นี้ ซึ่งในตอนนั้นเจ้าตัวได้ออกมาพูดว่า เขามีเป้าหมายของเขาเอง คือการได้เล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งเขามองว่าในตอนนี้ร่างกายของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว เขาตั้งแต่ความหวังที่จะกลับไปเล่นทีมชาติได้อีกครั้ง เพื่อที่จะพิสูจน์ให้หลายๆ คน เห็นว่า เขามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเหตุการณ์ดังกล่าวมันจะไม่เกิดขึ้นกับตัวของเขาอีกแล้ว และนั้นทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่า คริสเตียน อีริคเซ่น ยังไม่คิดที่จะยอมแพ้ และยังคงต่อสู้ต่อไปในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขา

และแล้ว หลังจากที่เขาได้พักฟื้นร่างกาย มาเป็นเวลา 6 เดือน เขาก็ได้ลงสนามเพื่อเรียกความฟิตของร่างกายกับสโมสรโอบี โอเดนเซ่ สโมสรในบ้านเกิดของเขา และต้นสังกัดเก่าของเขา และไม่นาน ก็มีหลายสโมสรให้ความสนใจที่อยากได้ตัวของเขาไปเล่นให้กับสโมสรของพวกเขา แต่ความต้องการของ อีริคเซ่น คือต้องการที่จะกลับไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

และใน 31 มกราคม 2022 ก็มีการประกาศออกมาจากทางสโมสร เบรนท์ฟอร์ด ทีมในพรีเมียร์ลีก ได้ตกลงเซ็นสัญญา กับคริสเตียน อีริคเซ่น เป็นที่เรียบร้อย ด้วยสัญญาระยะสั้น 6 เดือน หลังจากที่เขาได้มาอยู่ในทีมเบรนท์ฟอร์ด แล้ว อีริคเซ่น ก็ใช้เวลาในการเรียกความฟิตของตัวเอง และได้ลงสนามในทีมสำรอง ไป 2 นัด

ในที่สุด ในวันที่ 26 ก.พ. 2022 คริสเตียน อีริคเซ่น ก็ได้กลับมาสู่สนามกับทีมชุดใหญ่ อีกครั้ง โดยลงสนามในเกมแรกที่พบกับ นิวคลาสเซิล ในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งเขาลงสนามเป็นตัวสำรอง แทนที่ มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ในนาทีที่ 52 ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับของบรรดาแฟนบอล ถึงแม้ว่าในเกมนี้ เบรนท์ฟอร์ดจะพ่ายไป 0-2 ก็ตาม

 

และในวันที่ 5 มีนาคม 2022 คริสเตียน อีริคเซ่น กองหลังวัย 30 ปีรายนี้ ก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในศึกพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก เมื่อมกราคม 2020 ที่เขายังค้าแข้งอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และในนัดนี้ เขาลงสนามในฐานะนักเตะของเบรนท์ฟอร์ด ที่ต้องลงสนามพบกับ นอริช ซิตี้ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังจากที่เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้ ทีมต้นสังกัดของเขา เอาชนะไปได้ 3-1 โดยในเกมนัดนี้เขาสามารถทำสถิติได้หลายอย่างเลยทีเดียว เริ่มจากเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครบ 90 นาทีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่เขาเล่นให้กับ อินเตอร์ มิลาน  และในเกมนัดนี้ เขาได้จับบอลทั้งหมด 68 ครั้งซึ่งมากที่สุดในผู้เล่นเบรนท์ฟอร์ดที่ลงสนามในเกมนัดนี้ ผ่านบอลมากที่สุด 46 ครั้ง การครอสบอล 8 ครั้ง และหนึ่งในนั้นคือการที่มีส่วนช่วยให้เบรนท์ฟอร์ดขึ้นนำ 1-0

ล่าสุด 12 มีนาคม 2022 คริสเตียน อิริคเซ่น ก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้ง ในเกมที่พบกับ เบิร์นลีย์ และเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย ด้วยความโดดเด่นในการครองบอล ผ่านเกม และการเดินเกม และเค้ายังเป็นนักเตะคนสำคัญที่ทำให้ เบรนท์ฟอร์ด เก็บชัยชนะมาได้ ด้วยการทำ 1 แอสซิตส์ ให้กับ อิวาน โทนีย์ ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ได้

ในที่สุดจากนักเตะที่ต้องต่อสู้กับความตาย และผ่านพ้นมันมาได้ รวมถึงการมีใจที่พร้อมจะฝ่าฟันปัญหา จนกลับมายืนในตำแหน่งตัวจริงในสนามได้อีกครั้ง บางทีการกลับมาของเขาในครั้งนี้ อาจจะเป็นการกลับมาที่ดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เชื่อได้ว่าสโมสรที่ต้องการตัวเขาจะต้องรู้สึกเสียดายอย่างแน่นอนเมื่อเห็นฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเขาที่ช่วยให้เบรนท์ฟอร์ดยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เปิดบทสัมภาษณ์ เจอร์เกน คล็อปป์ หลังจบเกมที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ อาร์เซนอล เมื่อคืนที่ผ่านมา

หลังในเกมพรีเมียร์ลีก นัดล่าสุดที่ หงส์แดง ลิเวอร์พูล บุกไปเอาชนะ ปืนใหญ่ อาร์เซนอล 2-0 เก็บ 3 คะแนนมาได้ ทำให้ในตอนนี้โอกาสการคว้าแชมป์ของลิเวอร์พูล เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในตอนนี้ ลิเวอร์พูล มีคะแนนตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูง เพียงแค่ 1 คะแนน

โดยหลังจบเกมดังกล่าว เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมมากความสามารถของลิเวอร์พูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ เพื่อตอบทุกคำถามอย่างชัดเจน โดยในประเด็นแรกที่ คล็อปป์ ถูกตั้งคำถามคือ ถึงสาเหตุที่ทาง เจอร์เกน คล็อปป์ ตัดสินใจ ดร็อป โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นตัวสำรองในเกมนัดนี้

ทั้งนี้ อย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะทีมชาติอียิปต์รายนี้ ได้รับบาดเจ็บบริเวณเท้า ในเกมที่ เอาชนะ ไบรท์ตัน 2-0 ซึ่งทำให้ ซาลาห์ ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในเกมนัดดังกล่าว และหลังจากที่อาการบาดเจ็บหายดี ซาลาหื เพิ่งจะลงสนามฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้เพียงครั้งเดียว ก่อนที่จะถึงเกมที่จะต้องบุกไปพบกับอาร์เซนอล และด้วยเหตุผลนี้ คล็อปป์ จึงตัดสินใจเลือกนักเตะที่มีความพร้อมในการลงสนามมากกว่า ซึ่งก็เป็นทาง ดิโอโก้ ชาต้า ที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แตกต่างกับนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บคนก่อนๆ เพราะมันคือมาตรฐานปกติของ เจอร์เกน คล็อปป์ นักเตะที่จะสามารถลงสนามเป็นตัวจริงได้นั้น จะต้องลงสนามฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนเกม

โดย เจอร์เกน คล็อปป์ ได้บอกว่า สาเหตุของการตัดสินใจให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรองนั้น ไม่ได้มีเหตุผลอย่างอื่นแอบแฝงแต่อย่างใด และด้วยตัวของ ซาลาห์ เองก็แสดงออกอย่างชัดเจนที่พร้อมจะลงสนามช่วยทีมในเกมที่เหลือของฤดูกาลเหมือนเดิม

คล็อปป์ ยืนยันว่า อาการบาดเจ็บของ ซาลาห์ ในตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว และนักเตะรายนี้ก็ลงสนามฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ได้แล้ว แต่ ซาลาห์ เพิ่งลงสนามซ้อมได้เพียงแค่ครั้งเดียว เขาจึงจะต้องเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับอาร์เซนอลไปก่อน แต่โดยรวมจากการที่ คล็อปป์ ได้เห็นจากการฝึกซ้อมของ ซาลาห์ แล้ว ก็นับว่าอยู่ในระดับดีเลยทีเดียว คล็อปป์ มองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ ลิเวอร์พูล ได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญให้กับทีม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างในตอนนี้

และเมื่อมีสื่อถามถึงความคิดเห็นของนายใหญ่รายนี้ถึงเกมในนัดที่ผ่านมา ซึ่งในเกมนัดนี้ เป็นเกมที่ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะมาได้เป็นนัดที่ 9 ของเกมในลีก ซึ่งก็ได้มีนักข่าวเข้ามาสอบถามทาง คล็อปป์ ว่าการที่ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะมาได้อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อแรงผลักดันของทีมหรือไม่ โดย คล็อปป์ มองว่า มันเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่มีส่วนช่วยทำให้ทุกอย่างภายในทีมลิเวอร์พูล ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางไปเสียหมดในตอนนี้ ซึ่ง คล็อปป์ ยอมรับว่า การที่พวกเขาเก็บชัยชนะมาได้ติดต่อกันเช่นนี้มันส่งผลต่อแรงผลักดัน และทำให้นักเตะมีแรงกระตุ้นอันยอดเยี่ยม แต่เขาก็มาว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเขามองว่าหากมีบางอย่างมากระทบ ก็อาจจะทำให้ทุกอย่างเหล่านั้นสูญสลายไปได้ในทันที ด้วยเหตุนี้ คล็อปป์ จึงไม่ได้ให้ค่ากับสิ่งเหล่านี้มากนัก เขามองว่าสิ่งที่พวกเขาควรที่จะทำในตอนนี้คือ การกลับมาดูเกมการเล่นของพวกเขาเอง แล้วหาหนทางในการพาพวกเขาไปสู่ชัยชนะให้ได้

นอกจากนี้ เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ยังได้กล่าวชื่นชม นักเตะที่มีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในเกมนัดนี้ด้วย นั้นก็คือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กองหลังมากความสามารถของทีม ที่ในเกมนี้สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเอามากๆ และเขายังเป็น คนที่ทำ 1 แอสซิสต์ให้กับทีม ทำประตูปิดเกมไปได้สำเร็จ โดย คล็อปป์ ได้บอกว่า เนื่องจาก โรเบิร์ตสัน ไม่การเล่นที่ไม่ร้อนรนจนทิ้งโอกาสของเขาไปแบบไร้ประโยชน์ เขาทำให้ทีมได้ประตูสำคัญช่วยให้ลิเวอร์พูล มีความผ่อนคลายลงได้

และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับทางสื่อ ถึงการที่ลิเวอร์พูลกำลังไล่จี้แย่งตำแหน่งแชมป์ กับทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเขามองว่าในเกมนัดที่เจอกับอาร์เซนอลเป็นเกมที่สำคัญ แต่ส่วนตัวแล้วเขาไม่ค่อยชอบเกมนัดตกค้างเท่าไหร เพราะมันไม่ได้รับประกันว่าพวกเราจะเก็บคะแนนได้ โดยเขาหวังเพียงเก็บแต้มไปตามรายการที่ได้ลงสนามไปเรื่อยๆ โรเบิร์ตสัน มองว่าพวกเขายังต้องพยายามกันต่อไปเพื่อที่ทำคะแนนแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้

เว็บสล็อต pg แตกง่าย 2021 เล่นจริง แตกจริง

แจกเกมสล็อตทำเงิน แจกจริง จากเว็บสล็อต pg แตกง่าย 2021

สล็อต pg เป็นเกมที่ ถูกออกแบบมามาด้วยกราฟิกสีสันสวยงาม มีสัญลักษณ์ภาพหลากหลาย แต่ละภาพนั้นจะมีโบนัส และเงินรางวัลแอบซ่อนอยู่แตกต่างกันออกไป สล็อต pg ถือเป็นสล็อตออนไลน์ที่ได้รับ ความนิยมจากนักเดิมพันเป็นอย่างมาก

เพราะสล็อต pg เป็นเกมที่มีความสนุก แจ็คพอตแตกบ่อย เพราะมีเส้นไลน์มาก ป็นเกมที่ทำเงินได้ อย่างมหาศาล หากใครที่ยังไม่เคยเล่นเกมนี้สามารถสมัครสมาชิกกับเข้าเพื่อเข้าร่วมทดลองเล่นสล็อต pg ได้ฟรี หรือจะสมัคสล็อต pg ฟรีไม่มีขั้นต่ำ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เล่นง่าย ทำเงินไวกับเว็บสล็อต pg แตกง่าย 2021

สล็อต pg แตกง่ายบนมือถือได้ เชื่อมต่อติดทุกชั่วโมง พร้อมช่องทางเข้าที่หลากหลายที่สุด

สล็อต pg ออนไลน์ สามารถเล่นได้ทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สามารถเล่นผ่านเว็บเบราว์เซอร์และโหลดแอปพลิเคชั่น ลงมือถือได้ทุกระบบ สำหรับรูปแบบการเล่น ก็จะเหมือน ๆ กัน โดยรูปแบบหน้าจอ จะมีปุ่มดังนี้

ช่องเครดิต โดย จะแสดงรายการเครดิตทั้งหมดทั้งยอดเครดิตคงเหลือ ยอดเดิมพัน ยอดเครดิตที่เล่นได้ในแต่ละรอบ

ปุ่มเพิ่ม-ลดเงินเดิมพัน เป็นปุ่มที่เราสามารถปรับเพิ่ม-ลด เงินเดิมพันของเราได้ตามที่เราต้องการ ปุ่ม

จำนวนรีล จำนวนรีล ที่แสดงว่าเป็นเกมสล็อต กี่วงล้อ

ปุ่มสปิน สำหรับหมุนวงล้อและหยุด

ปุ่มปรับเครดิต ใช้ในการปรับจำนวนเท่าของเครดิต

สัญลักษณ์พิเศษ ของเกมสล็อต pg

สัญลักษณ์พิเศษ สล็อต pg ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถดึงดูดนักเดิมพันออนไลน์ให้เข้ามาเล่นได้เป็นอย่างดี เพราะว่าสามารถทำเงินได้เป็นอย่างดี หากว่าเวลาสปินในแต่ละรอบได้ตรงกับสัญลักษณ์พิเศษ เพราะเงินรางวัลสูง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่ถูกพูดถึงมากในสล็อตออนไลน์ สล็อตเล่นง่าย สล็อตแตกบ่อย สล็อตแตกง่ายแถมยังมี สูตรเด็ด เทคนิคดี แจกอย่างมากมายต่อเนื่องตลอดเวลา

เทคนิคการเล่นสล็อต pg ออนไลน์ ให้ได้เงิ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจหลักการเล่นเกมสล็อต pg ก่อน เพราะจะมีการสุ่มแจกรางวัลบ่อยมาก แต่หลักการแจกคุณต้องกดสปรินสล็อตครบ 10 ครั้งจะทำการแจก 1 ครั้งแต่ 1-9 ครั้งแรก ซึ่งคุณต้องแข่งกับคนที่เล่นห้องเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน หากจังหวะคุณเป็นคนที่มากดปั่นครั้งที่ 10 พอดี คุณก็จะได้รับรางวัลใหญ่นั้นในทันที จริง ๆ แล้ว การเล่นสล็อต pg เหมือนว่าคุณกำลังเล่นคนเดียวแต่แท้ที่จริงแล้วช่วงเวลาที่คุณเล่นอาจจะมีผู้เล่นเป็นพัน ๆ คนก็ได้

และเมื่อเล่นได้ตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วก็ควรหยุดเล่นในทันที และควรเล่นรอบต่อไปในภายหลัง เพราะมิเช่นนั้นก็จะเท่ากับคุณเล่นไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งอาจทำให้เราต้องนำเงินกำไรไปใช้ในการวางเดิมพันอีกรอบ ซึ่งอาจทำให้เราเสียเดิมพันได้ ดังนั้นเมื่อได้ยอดตามที่ต้องการแล้ว ก็ควรหยุดพักและเริ่มเล่นใหม่ในคราวต่อไป

สมัคเว็บสล็อต pg แตกง่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเจ้าหน้าที่สแตนบายด์ตลอดเวลา

ท่านสามารถสมัคสล็อต pg ได้ตลอดเวลา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นมือใหม่ก็สามารถสมัครสมาชิกได้ฟรี แถมเรายังมีสล็อตฟาโรระบบทดลองเล่นให้ท่านได้เข้าสู่เกมเพื่อซ้อมมือและทดลองลงสู่สนามจริงได้ หากท่านเล่นจนกระทั่งเอาชนะการเดิมพันในเกมนั้น ๆ ก็สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการที่ระบบวางเดิมพันให้คุณแบบฟรี ๆ ลงทุนเดิมพันให้ท่านโดยที่ไม่ต้องควักเงินทุนของตัวเองเลย สล็อต pg จึงเหมาะกับผู้เล่นทุกคนทั้งผู้เล่นมือใหม่ที่งบน้อยหรือผู้ที่ไม่ค่อยมีเงินทุนแต่อยากทดลองเล่นเพื่อเรียนรู้คุณสมบัติและตัวเกมนี้ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสการทำเงินและเปิดความท้าทายที่ท่านสามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกวัน

เว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021 ยิ่งเล่นยิ่งเพลิน เดินเงินไวที่สุด

แจกฟรีลิสเกมจากเว็บสล็อต xo แตกง่าย

เว็บสล็อต xo เว็บไซต์เดิมพันที่ได้รับมาตรฐานสากลขึ้นแท่นเว็บสล็อตยอดนิยม 2021 มีการบริการอย่างตรงจุด ตอบโจทย์นักเดิมพันมืออาชีพและนักเดิมพันหน้าใหม่เป็นอย่างดี ตอบสนองทุกความบันเทิงได้อย่างครบครัน ด้วยรูปแบบเกมเดิมพันที่ทยอยอัพเดทออกมาต้อนรับนักพนันทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เว็บพนันออนไลน์ของเรากลายเป็นเว็บไซต์เดิมพันยอดนิยมที่เป็นที่ต้องการและกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักพนันทั้งหลายไปแล้วนั่นเอง

ด้วยความมีมาตรฐานตรงมาตราฐานเว็บสล็อตยอดนิยม 2021 มีการบริการในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวมาอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด จึงทำให้นักเดิมพันทั้งหลายไว้ใจและไม่ยอมเปลี่ยนใจไปเล่นกับเว็บเดิมพันอื่น ๆ จึงทำให้เรามีลูกค้าที่เป็นนักเดิมพันเจ้าประจำที่เล่นกันจนขึ้นสู่นักเดิมพันมืออาชีพ และยังมีนักเดิมพันหน้าใหม่แวะเวียนมาให้ความสนใจอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมสล็อตแตกง่าย เล่นง่าย ทำเงินไว ไม่ต้องใช้ทุนเยอะ ด้วยการบริการเกมเดิมพันที่หลากหลาย และความรวดเร็วทางด้านการเงิน จึงกลายเป็นเว็บไซต์เดิมพันออนไลน์ที่เป็นที่โดนใจกับเว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021

เว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021 ความบันเทิงและความสนุกที่ครบรส

สำหรับนักเดิมพันที่ร่วมเล่นเดิมพันกับเรา คุณจะสัมผัสได้กับความหลากหลายด้านเกมพนันที่พร้อมเสิร์ฟคุณอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้นักเดิมพันได้รับความบันเทิงที่หลายหลายและครบรส จบทุกความบันเทิงในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นเกมเดิมพันกับคาสิโนออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ ที่ทั้งนักเดิมพันคุ้นเคยและเกมสล็อตชนิดใหม่ที่ถูกบรรจุมาอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้นักเดิมพันสามารถสัมผัสและเข้าถึงได้กับความมันของเกมต่าง ๆ จึงเพิ่มความมันและความบันเทิงที่อัพเลเวลความันได้อีกหลายเท่าตัว เว็บเดิมพันสล็อตที่ดีที่สุดขึ้นแท่นเว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021

เล่นง่าย ทำเงินไว ฝากถอนด้วยระบบออโต้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021 ของเราขึ้นชื่อเรื่องจ่ายเงินเร็วจ่ายเงินจริง กับบริการด้านการเงินของเว็บไซต์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการฝาก เบิก ถอนเงินจากบัญชี จึงทำให้นักเดิมพันหน้าใหม่วางใจได้ในเรื่องการเงินของทางเว็บไซต์ ด้วยการบริการที่ดี มีมาตรฐานในระดับสากล แถมยังมีเงินทุนหนา จึงทำให้คุณสามารถตัดความกังวลเรื่องการเงินไปได้เลย

ใครที่อยากสัมผัสกับประสบการณ์การเดิมพันสล็อตออนไลน์รูปแบบใหม่กับเกมค่ายดังอย่างสล็อต xo ต้องห้ามพลาดที่จะเข้ามาร่วมลุ้นและเล่นเกมออนไลน์ที่หาเงินได้ง่ายทุกวัน เล่นง่าย ทำเงินสูง ไม่ต้องเสี่ยง แตกบ่อยตลอดเวลา เพิ่มรอบโบนัสและแจ็กพ็อตต่อเนื่องที่สุดกับเว็บสล็อต xo แตกง่าย 2021